ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนระบบคืนภาษีนักท่องเที่ยว (Tax Free) ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยการซื้อสินค้าตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป จะเปลี่ยนจากการ "ยกเว้นภาษีตั้งแต่ตอนจ่ายเงินที่ร้าน" ไปเป็นระบบคืนเงินภายหลัง (Refund Method) แบบเดียวกับที่ยุโรปใช้ คือจ่ายราคารวมภาษีเต็มจำนวนที่ร้าน แล้วไปยื่นตรวจของกับศุลกากรที่สนามบินตอนขาออก จึงจะได้เงินภาษีคืน
สำหรับคนไทยที่ไปช้อปที่ญี่ปุ่นเป็นประจำ นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่กระทบทั้งเงินสดที่ต้องเตรียม วิธีจัดกระเป๋า และเวลาที่ต้องเผื่อที่สนามบิน แต่ก็มีข่าวดีอยู่ด้วย เพราะเพดาน 500,000 เยนของกลุ่มสินค้าสิ้นเปลือง และการซีลถุงพลาสติกที่ห้ามแกะระหว่างอยู่ในญี่ปุ่น ถูกยกเลิกทั้งคู่ ChaiMiles สรุปรายละเอียดทั้งหมดไว้ให้แล้วด้านล่าง
สาระสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
วันที่เริ่มใช้: สินค้าที่ซื้อตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2026 เป็นต้นไป ส่วนการซื้อถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2026 ยังใช้ระบบเดิม
รูปแบบใหม่: จ่ายราคารวมภาษีที่ร้าน แล้วรับเงินคืนหลังผ่านการตรวจของจากศุลกากรตอนออกนอกประเทศ
ยอดซื้อขั้นต่ำ: 5,000 เยน (ไม่รวมภาษี) ต่อร้าน ต่อวัน เท่าเดิม
ยกเลิกการแบ่งประเภทสินค้า: ไม่มีการแยก general goods กับ consumables อีกต่อไป สินค้าทั่วไปและของสิ้นเปลืองนับยอดรวมกันได้
ยกเลิกเพดาน 500,000 เยน ของกลุ่มสินค้าสิ้นเปลือง
ยกเลิกการบรรจุถุงซีลพิเศษ ที่เดิมห้ามแกะจนกว่าจะออกจากญี่ปุ่น
กำหนดเวลา: ต้องนำสินค้าไปให้ศุลกากรตรวจภายใน 90 วัน นับจากวันที่ซื้อ
สินค้าที่ไม่เข้าข่าย: ทองคำแท่ง แพลทินัมแท่ง และสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีบริโภคอยู่แล้ว รวมถึงของที่ใช้หรือบริโภคหมดไปในญี่ปุ่น
ผู้คืนเงิน: ร้านค้าปลอดภาษีแต่ละร้าน หรือผู้ให้บริการคืนเงินที่ร้านนั้นมอบหมาย
อ้างอิง: หน้าประชาสัมพันธ์ระบบใหม่สำหรับนักท่องเที่ยว ของสำนักงานการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (Japan Tourism Agency กระทรวง MLIT)
เปรียบเทียบระบบเดิมกับระบบใหม่
หัวข้อ | ระบบเดิม (ถึง 31 ตุลาคม 2026) | ระบบใหม่ (ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2026) |
|---|
การจ่ายเงินที่ร้าน | จ่ายราคาไม่รวมภาษี หรือรับคืนที่เคาน์เตอร์ในห้าง | จ่ายราคารวมภาษีเต็มจำนวน |
การรับเงินคืน | ได้ทันทีที่ร้าน | ได้หลังผ่านการตรวจศุลกากรตอนขาออก |
ยอดขั้นต่ำ | 5,000 เยน ต่อร้าน ต่อวัน | 5,000 เยน ต่อร้าน ต่อวัน |
ประเภทสินค้า | แยก general goods กับ consumables นับยอดคนละกอง | ไม่แยกประเภท นับยอดรวมกัน |
เพดานสินค้าสิ้นเปลือง | ไม่เกิน 500,000 เยน ต่อร้าน ต่อวัน | ไม่มีเพดาน |
การบรรจุ | ของสิ้นเปลืองต้องซีลถุงพิเศษ ห้ามแกะในญี่ปุ่น | ยกเลิกการซีลถุงพิเศษ |
ระยะเวลานำออกนอกประเทศ | ของสิ้นเปลือง 30 วัน สินค้าทั่วไป 6 เดือน | 90 วัน นับจากวันที่ซื้อ สำหรับทุกประเภท |
ขั้นตอนการขอคืนภาษีในระบบใหม่
ซื้อสินค้าที่ร้านปลอดภาษี (Tax-Free Shop) ให้ครบ 5,000 เยนขึ้นไปไม่รวมภาษี ภายในร้านเดียวกันและวันเดียวกัน แสดงพาสปอร์ตตอนชำระเงินเพื่อให้ร้านบันทึกข้อมูลการซื้อ
จ่ายราคารวมภาษีเต็มจำนวน แล้วเก็บสินค้าและหลักฐานการซื้อไว้ให้ครบทุกชิ้น
ในวันเดินทางกลับ ไปถึงสนามบินให้เร็วกว่าปกติ และยังไม่ต้องโหลดกระเป๋า จุดตรวจของจะอยู่ที่โถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ก่อนเคาน์เตอร์เช็กอิน
ใช้เครื่องทำรายการคืนภาษีที่ตั้งไว้ในโถงขาออก แสดงพาสปอร์ตเพื่อดึงข้อมูลการซื้อ
นำสินค้าทั้งหมดให้ศุลกากรตรวจตามที่ระบบแจ้ง ระบบจะเป็นผู้กำหนดว่ารายการไหนต้องเปิดตรวจจริง
เมื่อศุลกากรยืนยันการนำสินค้าออกนอกประเทศแล้ว ร้านค้าหรือผู้ให้บริการคืนเงินที่ร้านมอบหมายจะเป็นผู้คืนเงินภาษีให้
เงื่อนไขที่ควรอ่านให้ละเอียด
ต้องมีสินค้าครบทุกชิ้นตอนตรวจ ถ้าของในใบบันทึกการซื้อรายการใดไม่อยู่กับตัว รายการซื้อนั้นอาจเสียสิทธิ์คืนภาษีทั้งใบ ไม่ใช่เฉพาะชิ้นที่หายไป
ห้ามโหลดกระเป๋าก่อนตรวจ เมื่อโหลดกระเป๋าเข้าระบบแล้วจะเรียกกลับมาแสดงต่อศุลกากรไม่ได้ ของที่จะขอคืนภาษีจึงควรอยู่ในกระเป๋าถือ หรือแยกไว้ให้หยิบง่าย
ของที่ใช้หมดแล้วไม่ได้คืน แม้จะยกเลิกการซีลถุงและเปิดใช้ระหว่างทริปได้ แต่ถ้าสินค้าถูกบริโภคหมดในญี่ปุ่นจนไม่เหลือให้ตรวจ ก็ไม่เข้าเงื่อนไขคืนภาษี
90 วันคือเส้นตาย ถ้าซื้อของทริปหนึ่งแล้วไม่ได้นำออกนอกประเทศภายใน 90 วัน สิทธิ์คืนภาษีจะหมดไป
ส่งของกลับบ้านแยกไม่ได้อีกแล้ว การใช้สิทธิ์โดยส่งสินค้ากลับประเทศเองแบบ separate shipment ถูกยกเลิกไปตั้งแต่ 31 มีนาคม 2025
ค่าธรรมเนียมดำเนินการ ร้านและผู้ให้บริการคืนเงินบางรายหักค่าธรรมเนียม รายงานจากสื่อในญี่ปุ่นระบุอัตราราว 1.55% ถึง 2.2% ซึ่งทำให้เงินที่ได้คืนจริงเหลือประมาณ 8.45% แทนที่จะเป็น 10% เต็ม ตัวเลขนี้ขึ้นกับแต่ละร้าน ควรถามที่จุดชำระเงินก่อน
ช่องทางและเวลาที่ได้เงินคืน แล้วแต่ร้านกำหนด อาจเป็นคืนเข้าบัตรเครดิต โอนเข้าบัญชี ผ่านแอป หรือรับเงินสดที่จุดขาออก โดยกรณีคืนเข้าบัตรมักใช้เวลาราว 1 ถึง 2 สัปดาห์ และโอนเข้าบัญชีราว 2 ถึง 4 สัปดาห์ ข้อมูลส่วนนี้ยังไม่ได้ประกาศเป็นมาตรฐานกลาง จึงควรสอบถามร้านเป็นรายกรณี
ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์
คนที่ได้ประโยชน์ชัดเจนคือสายช้อปเครื่องสำอาง อาหารเสริม ขนม และยา ที่เดิมติดเพดาน 500,000 เยนต่อร้านต่อวัน และต้องทนถือถุงซีลที่แกะไม่ได้ตลอดทริป ระบบใหม่ตัดข้อจำกัดทั้งสองอย่างทิ้ง แถมยังนับยอดรวมกับสินค้าทั่วไปได้ ทำให้ยอดถึง 5,000 เยนง่ายขึ้นในร้านที่ขายของหลายประเภท
คนที่เสียประโยชน์คือคนที่วางแผนใช้เงินแบบพอดีตัว เพราะต้องสำรองเงินภาษี 10% ไปก่อน และไม่ได้คืนจนกว่าจะกลับถึงบ้าน ถ้าซื้อของ 200,000 เยน เท่ากับต้องมีเงินหมุนเพิ่มราว 20,000 เยน หรือประมาณ 4,500 บาทตลอดทริป อีกกลุ่มคือคนที่ชอบไปสนามบินแบบฉิวเฉียด เพราะขั้นตอนตรวจของเพิ่มเข้ามาก่อนเช็กอิน และในช่วงพีคมีโอกาสต่อคิวนาน
ควรทำอย่างไรก่อน 1 พฤศจิกายน 2026
ถ้ามีทริปญี่ปุ่นก่อนสิ้นเดือนตุลาคม 2026 และตั้งใจซื้อของสิ้นเปลืองก้อนใหญ่ ระบบเดิมยังสะดวกกว่าเพราะได้ส่วนลดภาษีทันทีหน้าเคาน์เตอร์
ถ้าเดินทางหลัง 1 พฤศจิกายน 2026 ให้เผื่อเวลาที่สนามบินเพิ่มอย่างน้อย 30 ถึง 45 นาที และวางแผนแพ็กของที่จะขอคืนภาษีไว้ในกระเป๋าถือ
เตรียมพาสปอร์ตให้พร้อมทั้งตอนซื้อและตอนออก และลงทะเบียน Visit Japan Web ไว้ล่วงหน้า ซึ่งมีรายงานว่าจะรองรับขั้นตอนขาออกที่สนามบินหลัก 7 แห่ง คือ นาริตะ ฮาเนดะ คันไซ ชูบุ ฟุกุโอกะ นิวชิโตเสะ และนาฮะ
เลือกบัตรเครดิตที่ให้ผลตอบแทนดีในญี่ปุ่น เพราะเมื่อต้องจ่ายราคารวมภาษีเต็มจำนวน ยอดรูดจะสูงขึ้นราว 10% โดยอัตโนมัติ
บทสรุปจาก ChaiMiles
ระบบใหม่ไม่ได้ทำให้คนไทยได้ภาษีคืนน้อยลงในเชิงหลักการ แต่เปลี่ยนจังหวะการได้เงินคืน จากที่เคยได้ทันทีหน้าร้าน กลายเป็นได้หลังจบทริป และเพิ่มขั้นตอนที่สนามบินเข้ามา สิ่งที่ต้องปรับจริง ๆ คือการเตรียมเงินสำรอง การจัดกระเป๋า และการเผื่อเวลา
ในทางกลับกัน การยกเลิกเพดาน 500,000 เยนและถุงซีล ถือเป็นการปลดล็อกที่รอกันมานาน สำหรับคนที่ซื้อเครื่องสำอางหรืออาหารเสริมจำนวนมาก ระบบใหม่คุ้มกว่าเดิมชัดเจน ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอย่างค่าธรรมเนียมและช่องทางคืนเงิน แต่ละร้านยังกำหนดเองได้ ChaiMiles แนะนำให้ถามที่จุดชำระเงินทุกครั้งก่อนตัดสินใจซื้อก้อนใหญ่
อ่านเพิ่มเติม: วิธีลงทะเบียน Visit Japan Web ก่อนเข้าประเทศญี่ปุ่น และ บัตรเครดิต CardX JCB เครดิตเงินคืน 3% ที่ญี่ปุ่น